ชื่อโครงการวิจัย/ชื่อเรื่อง การเสริมพลังเครือข่ายวิชาการเพื่อท้องถิ่นในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
ชื่อโครงการวิจัย/ชื่อเรื่อง ภาษาอังกฤษ Empowering the Societal Engagement Network for Social Equity in the Area - based Aspect
ชื่อนักวิจัย/ชื่อผู้แต่ง รศ. ดร. วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์
ชื่อนักวิจัย/ชื่อผู้แต่ง ภาษาอังกฤษ Assoc. Prof. Dr. Woralun Boonyasurat
เจ้าของผลงานร่วม ผศ. ประพัณห์ หลวงสุข, ผศ. ดร. อลิชา ตรีโรจนานนท์
คำสำคัญ วิชาการับใช้สังคม, เสริมพลังเครือข่าย, ลดความเหลื่อมล้ำ, The Great+ Model, Rajabhat Model
หน่วยงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปีที่เผยแพร่ 2564
คำอธิบาย โครงการวิจัย เรื่อง “การเสริมพลังเครือข่ายวิชาการเพื่อท้องถิ่นในการลดความเหลื่อมล้ำ เชิงพื้นที่” (Empowering the Societal Engagement Network for Social Equity in the Area - based Aspect) ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นการวิจัยที่เชื่อมโยงกับแผนการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาและประสานงานวิชาการเพื่อท้องถิ่นและลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่” (Development and Coordinate of Scholarship for Community and Inequality Reduction in the Area) ซึ่งดำเนินการโดยผู้บริหารและคณาจารย์ 23 โครงการ จากมหาวิทยาลัย ราชภัฏ 20 แห่ง ใน 4 ภูมิภาค มีจุดเน้นในการเสริมกระบวนการทำงานให้คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏและเครือข่าย สามารถนำแนวทางของงานวิชาการรับใช้สังคม มาปรับใช้ในกระบวนการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เพื่อให้สามารถเห็นภาพรวมและแนวทางการดำเนินการที่สามารถนำมาปรับเป็นผลงานเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ต่อจากการทำงานในพื้นที่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดรูปธรรมการยกระดับการทำงานวิชาการเพื่อท้องถิ่นให้สูงขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อคือ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการและขั้นตอนการเสริมพลังเครือข่ายวิชาการเพื่อท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 2) เพื่อสร้างความเข้มแข็งระบบนิเวศวิชาการเพื่อสังคมในระดับมหาวิทยาลัยโดยเครือข่ายวิชาการเพื่อท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 3) เพื่อพัฒนากลไกของระบบนิเวศวิชาการเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่เอื้อต่อการสร้างผลงานวิชาการรับใช้สังคมและลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ โครงการนี้ดำเนินงานโดยทีมสนับสนุนวิชาการรับใช้สังคมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU Societal-Engagement Academy: CMU SE Academy) ซึ่งทำงานกับทีมวิจัยย่อย 23 ทีม” โดยสร้างชุดประสบการณ์การเรียนรู้จากทีมสนับสนุนวิชาการรับใช้สังคมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU SE Academy) มาดำเนินการเชิงรุก ในการเป็นพี่เลี้ยง แนะนำให้ความรู้ ความเข้าใจ สร้างแรงบันดาลใจ ในลักษณะการหนุนเสริมทางวิชาการ โดยเฉพาะวิชาการรับใช้สังคม (Socially engaged Scholarship) มาแก้ไขปัญหาและชี้ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์เฉพาะทางวิชาการของคณาจารย์ และการแก้ปัญหาการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ทั้งนี้ทีมสนับสนุนวิชาการรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU SE Academy) มีจุดแข็ง 4 เรื่องคือ 1) มีผลงานและประสบการณ์ตรงในการทำงานวิชาการรับใช้สังคม 2) มีผลงานและประสบการณ์ในการจัดทำเอกสารเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ที่สูงขึ้นจากผลงานวิชาการรับใช้สังคม 3) มีการสร้างระบบกลไกเอื้ออำนวยในระดับมหาวิทยาลัย ที่มีการแก้ปัญหาในรายละเอียดของการขอกำหนดตำแหน่งที่สูงขึ้นโดยผลงานวิชาการรับใช้สังคม ทั้งส่วนของคณาจารย์และส่วนนักวิจัย 4) มีการทำงานกับเครือข่ายการทำงานวิชาการรับใช้สังคม ทั้งในระดับผู้ปฏิบัติการในท้องถิ่น ระดับมหาวิทยาลัย ระดับนโยบายของชาติและระดับนานาชาติ ทั้งนี้การดำเนินการ ผู้วิจัยมีการวาง “กรอบแนวทางการดำเนินการ” เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่นักวิจัย โดยสร้างการเชื่อมโยงระหว่างงานวิชาการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) ควบคู่กับการทำงานวิชาการรับใช้สังคม รวมถึงยกตัวแบบของการสนับสนุนให้เกิดนโยบาย และการพัฒนาระบบ-กลไกสนับสนุนการทำงานวิชาการรับใช้สังคมในระดับมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักและแนะนำให้คณาจารย์ใน 23 โครงการ เห็นประโยชน์ของการเขียนผลงานในแนวทางวิชาการรับใช้สังคม เพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น จากการดำเนินงานคือได้องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับการบริหารจัดการ 3 เรื่อง 1) องค์ความรู้ว่าด้วยแนวทางเสริมพลังเครือข่ายวิชาการเพื่อท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีการออกแบบกรอบแนวคิดเพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัย ที่ใช้ชื่อว่า “The Great+ Model” ที่ซึ่งมีความหมายดังนี้ T: Trust เชื่อใจ เชื่อมั่นศรัทธาต่อการทำงานเพื่อสังคม ตนเอง และพื้นที่ H: Holistic กระบวนการทำงานแบบองค์รวม E: Engagement/Empowerment เสริมพลังเชื่อมต่อระหว่างความรู้สู่พื้นที่และนำศาสตร์จากพื้นที่พัฒนาเป็นองค์ความรู้ G: Goals/Global/Government ตอบสนองเป้าหมายของทุกภาคส่วน ทั้งในระดับจังหวัดและประเทศ R: Reality/Resolution สะท้อนความเป็นจริงในทุกมิติเหลื่อมล้ำทั้งก่อน - ระหว่าง – หลังการทำงาน โดยมีปณิธานในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง E: Equality in Society เสริม เพิ่มพูน องค์ความรู้/ ศักยภาพที่ตอบความคาดหวังของชุมชน สังคม เรื่องความเท่าเทียม A: Apply Research to Practice (ARP) ปรับใช้งานวิจัยสู่การปฏิบัติ T+: Team+ ทำงานเป็นกลุ่มและเครือข่ายแบบ Co-Creation of Knowledge ซึ่งกรอบคิดที่ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ทำงานเพื่อตอบโจทย์ที่นอกเหนือจากการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้อีกด้วย 2) องค์ความรู้ว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบนิเวศวิชาการเพื่อสังคมในระดับมหาวิทยาลัย ที่เอื้อต่อการสร้างผลงานวิชาการรับใช้สังคมและลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ 3) องค์ความรู้ว่าด้วยการพัฒนากลไกของระบบนิเวศวิชาการเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่เอื้อต่อการสร้างผลงานวิชาการรับใช้สังคมในประเด็นลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ โดยองค์ความรู้ที่ 2 และ 3 ผ่านการออกแบบกรอบแนวคิดที่ใช้ชื่อว่า “Rajabhat Model” ที่นำศาสตร์ จาก 3 ส่วน คือ 1) ศาสตร์และปณิธานของมหาวิทยาลัยราชภัฏและเครือข่าย ที่มีพันธกิจแสดงถึงการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 2) ศาสตร์เรื่องวิชาการรับใช้สังคม (Socially engaged Scholarship) และการขอกำหนดตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยมีแนวทางจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ว่า “ก.พ.อ.” ที่ทีม CMU SE Academy ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีประสบการณ์การทำงานและขอตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นจากองค์ความรู้นี้ 3) ศาสตร์เรื่องมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม (University Engagement) ที่นำหลักการพื้นฐาน 4 ประการ ของสมาคมพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม หรือ Engagement Thailand ที่สร้างจุดเปลี่ยนของการทำงานมหาวิทยาลัย มาขยายแนวการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ได้แก่ 1) การร่วมคิดและการร่วมทำแบบพันธมิตรและหุ้นส่วน (Partnership) 2) เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Mutual Benefits) 3) มีการใช้ความรู้และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันและเกิดผลงานวิชาการ (Knowledge Sharing and Scholarship) 4) เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้ (Measurable Social Impact) มาเป็นแนวทางเพื่อการสร้างระบบและกลไกในมหาวิทยาลัยราชภัฏและเครือข่าย ทั้งในระดับนโยบาย ระดับมหาวิทยาลัย ระดับคณะและระดับปฏิบัติการ ขณะเดียวกันยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถให้นักวิชาการหรือชาวบ้าน/ชุมชนที่ทำงานเพื่อชุมชน ที่เห็นประโยชน์จากหลักการพื้นฐาน 4 ประการของการทำงานเพื่อรับใช้สังคม ใน 2 ด้าน คือ 1) ด้านวิชาการที่มหาวิทยาลัยและนักวิจัยเห็นประโยชน์จากระบบและกลไก ของการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นด้วยผลงานวิชาการรับใช้สังคม 2) ด้านพื้นที่ ที่ทำให้เกิดเครือข่ายวิชาการเพื่อท้องถิ่น ระหว่างมหาวิทยาลัย ภูมิภาค และประเทศ ที่จะช่วยเอื้ออำนวยให้งานวิชาการรับใช้สังคมของประเทศไทยรุดหน้าไปอย่างก้าวทันเครือข่ายวิชาการรับใช้สังคมของต่างประเทศ ทั้งนี้จากฐานในการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) อย่างยาวนานของไทย ยังสามารถสร้างผลงานวิชาการวิชาการรับใช้สังคมที่มี “เอกลักษณ์ในบริบทไทย” มาใช้ในการขับเคลื่อน แก้ปัญหาในแต่ละภูมิภาคของประเทศที่มีบริบทแตกต่างกัน เพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต
กลุ่มการนำไปใช้ประโยชน์ ด้านนโยบาย
สาขาการวิจัย
  • สังคมศาสตร์
Creative Commons License


การเสริมพลังเครือข่ายวิชาการเพื่อท้องถิ่นในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 3.0 Thailand License.


ภาพที่เกี่ยวข้อง

เอกสารเพิ่มเติม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง